ฟุกุโอกะ...ซักที

posted on 30 Nov 2011 18:55 by doo-dee-dee

 

เซิจนั่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย เห็นกระทู้ บล็อก อะไรมากมาย

ที่ชาวบ้านเค้าไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วกลับมารีวิว

อ่านแล้วก็เกิดจะมีแรงเฮือกๆๆๆ  ให้เขียนอะไรกับเค้าบ้าง

อย่างน้อยก็เป็นการเล่าสู่กันฟัง สำหรับคนที่สนใจใน “ฟุกุโอกะ” เนอะ

 

เนื่องจากดวงดียังไงไม่ทราบ เลยได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นหนึ่งปี

เมืองที่เลือกมาก็คือ “ฟุกุโอกะ”

เมืองที่ “เคย” ได้ชื่อว่าเป็นเมืองน่าอยู่อันดับหนึ่งในเอเชีย

แต่!!! ผลสำรวจระดับความสุขของคนแต่ละจังหวัดปีนี้

ฟุกุโอกะได้ที่ 34 ล่ะ...ต่ำเชียว

พิกันคร่าวๆ ของจังหวัดฟุกุโอกะ ก็คือ

ตั้งอยู่บนเกาะคิวชู (อารมณ์ว่าเมืองเจริญๆทางใต้ๆ)

เปรียบเทียบกับบ้านเราก็น่าจะประมาณหาดใหญ่อะไรแบบนี้มั้งนะ

ก่อนจะพาลคิดไปว่าที่นี่เป็นบ้านนอกคอกนา

เดินไปไหนเจอแต่ทุ่งหญ้า วัวร้องมอๆรึเปล่า (เราเคยคิดแบบนี้จริงๆ)

ต้องขอแอบบอกว่า ฟุกุโอกะเป็นเมืองใหญ่

ถ้าคันโตมีโตเกียว คันไซมีโอซากา คิวชูก็มีฟุกุโอกะอะไรแบบนั้นเลยล่ะ

พอจะนึกภาพคร่าวๆกันออกรึยัง?

 

ถ้านับจากวันที่มาเหยียบที่นี่ วันนี้ก็เกือบจะครบสองเดือนแล้ว

จะให้นั่งระลึกชาติความรู้สึกก้าวแรกที่มาถึงก็คงต้องบอกว่า

มารอบนี้ไม่ได้กลิ่นญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าแปลกประหลาดมาก

มารอบที่แล้วได้กลิ่นจริงๆนะ มันคือกลิ่นอะไรไม่รู้ ระบุไม่ได้

แถมไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้ล ว่าถึงญี่ปุ่นแล้ว เย้ๆ เมืองนอกๆ อะไรแบบนี้

ดันรู้สึกเหมือนยังอยู่แถวลาดกระบัง

แถมพอเข้าหอก็ยิ่งได้ความรู้สึกว่า นี่เมืองไทยแน่ๆ เราถูกหลอก

เค้าพาเรามาหอเอเชียนเกมส์ ม.ธรรมศาสตร์รังสิตนี่!!!

 

ช่วงแรกๆก็คงเหมือนคนส่วนใหญ่ที่ต้องซื้อของเข้าห้อง

ทำบัตรนั่นที่มากมายวุ่นวาย ปวดขมอง ปวดกระเป๋าตังค์

แถมเราที่ชินกับการนั่งรถเมล์ ต้องมาปั่นจักรยานครึ่งชั่วโมงเพื่อจะไปถึงมหาลัย

ก็ต้องปรับใจ ปรับสังขาร ได้แต่ท่องเข้าไว้ว่า “มันดีต่อสุขภาพๆๆๆ”

 

ที่ประทับใจมากๆคือที่นี่พอไฟสำหรับข้ามถนนเปลี่ยนเป็นสีเขียว เป็นสัญญาณให้ข้ามได้

ไม่ใช่แค่ชลอนะ แต่ทั้งรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รถเมล์จอดให้แบบนิ่งๆสนิทๆ

ให้ทั้งคนเดินข้ามถนนและมนุษย์จักรยานแบบเราปั่นข้ามได้แบบสบายใจ

มาถึงวันแรกตกใจมาก เพราะหัวพี่รถเมล์เลี้ยวหักเลี้ยวมาแล้วจ้า

เราก็ได้แต่หยุดตามสัญชาติญาณที่ชินกับความบู๊ ดุเดือดของพี่รถเมล์ไทย

 ที่ไหนได้รถเมล์ที่นี่เค้าสุภาพอ่อนน้อม

หยุดให้เราทั้งๆที่มันขวางถนนเว่อๆ ประทับใจๆ

 

นอกจากนี้เวลาจะลงรถเมล์เค้าก็จะมีเสียงประกาศว่า

ขอให้รอให้รถเมล์หยุดก่อนนะ แล้วค่อยลุกออกจากที่นั่ง

คนแก่ไม่ต้องกลัวจะล้มเอาหน้าไปถูพื้นเพราะรถเมล์ออกตัวกระชาก

เพราะพอถึงป้ายเค้าก็จอดรถ และดับเครื่อง!!!

ดับจริงๆค่ะ ดับๆติดๆมันทุกป้ายแบบนี้แหละ 

เค้าว่าเป็นนโยบาย ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

พอคนลงครบ เช็คว่าทุกคนพร้อม

เค้าก็จะประกาศว่าจะออกรถแล้วนะ แล้วค่อยออกรถ

แถมนอกจากดับเครื่องตามป้ายแล้ว

ติดไฟแดงก็ดับเครื่องค่ะ แอร์เออ ฮีตเตอร์อะไรไม่ต้องคิด

ดับไปตามเครื่องนั่นแหละค่ะ สนุกดีจริงๆ นั่งรถเมล์ญี่ปุ่น

 

ปล.แปะรูปฮากาตะราเม็งล่อไว้ก่อน เดี่ยวคราวหน้ามาเล่าให้ฟังต่อค่ะ

จะเสียใจ รึ จะเสียดาย?

posted on 26 Jun 2011 00:42 by doo-dee-dee

สมาธิหดหาย ไม่ค่อยจะมีกะจิตกะใจทำอะไร

จะทำมาหากินอะไร จิตใจก็สับสนวุ่นวาย

ประมาณว่า can’t get you off my mind

แบบในเพลงของน้อง Cody simpson ไหงงั้น
 
ถ้าไทยๆน่าจะเรียกได้ว่า มีแค่ความรู้สึกครึ่งๆกลางๆ ข้างในใจของฉันเพียง…(คนเดียว)
 
เป็นอาการสวิงของอารมณ์ที่มากที่สุดแล้วในรอบ...นานมาก
 
ไม่อยากจะยอมรับว่ามันคืออะไร
 
อยากจะคิดว่ามันคือฮอร์โมนค่ะ เดี๋ยวมันก็หายไป
 
แต่ยิ่งพยายามเลิกคิดก็ยิ่งเพลีย คิดต่อไปเรื่อยๆก็ยิ่งเพลีย
 
ล่าสุดถึงกับไปพึ่งหมอดูแล้ว!!! (ช่วยไม่ค่อยได้นะคะ...ขอบอก)
 
 
 
พยายามเขยิบตัวออกมานอกวง
 
จะได้เห็นภาพรวมแบบที่เค้าว่ากัน
 
ก็รู้สึกตลกดีที่เกิดจะมารู้สึกอะไร
 
ในช่วงที่ Timing ไม่เหมาะสุดๆอย่างตอนนี้
 
 
 
 
จะลุยก็กลัว "เสียใจ"
 
จะถอยก็กลัว "เสียดาย"
 
จะอยู่เฉยๆจิตใจก็วุ่นวาย
 
 
ใครคิดอะไรดีๆได้ แนะนำมาก็จักเป็นพระคุณมากค่ะ

กลับมา เฉย เฉย

posted on 11 Feb 2011 02:18 by doo-dee-dee

 

 

ในวันเวลา ที่คนรอบตัวฉัน มีเวลาสบตากัน

น้อยกว่า เวลานั่นจ้องจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ

เพื่ออัพเดตเรื่องราว ในโซเชียลเน็ตเวิร์คของพวกเขา

ความรู้สึกอยากขีดเขียน นั่นนี่ ที่หายไปนาน ของฉันวนกลับมา

จากที่เคยหยุดเขียนไป

เพราะตอบตัวเองไม่ได้แล้ว ว่าเขียนไปทำไม

 

เหมือนว่าจู่ๆ  ก็เกิดจะคิดขึ้นมาได้ว่า

บางทีการทำอะไรไป โดยไม่ต้องคิดก่อน ว่าทำไปทำไม  ทำไปเพื่ออะไร

มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรขนาดนั้นนะ

อาจดูธรรมดาๆ  แต่สำหรับฉันที่ชอบจะคิดเยอะๆก่อนเลือกทำอะไรในชีวิต

(แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆกระจี๊ดดดดก็เหอะ)

มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่เอาการ

 

เพิ่งจะรู้สึกว่า บางครั้งการรู้ล่วงหน้า

ว่า เราทำ “อะไร” ไปเพื่อ “อะไร”

ดูมีเป้าหมาย แต่ก็คล้ายกับ “ติดกับ” ความคาดหวังของตัวเราเอง

ทำไปได้สักช่วง มันก็อึดอัด  อยากเลิก (เหมือนความสัมพันธ์เลยล่ะ)

 

เอาเป็นว่า จากที่เคยเริ่มเขียนเพราะมีอะไรอยากเขียน

แล้วก็เริ่มอยากเขียนเพื่อให้มีคนมาอ่านเยอะๆ

เริ่มอยากได้ได้คอมเมนต์เยอะๆ

จนถึงวันที่ไม่รู้แล้ว ว่านี่มานั่งทำไรตรงนี้วะ

 

วันนี้ ความรู้สึกอยากเขียนแบบช่วงแรกกลับมาอีกรอบ

เพียงแต่มันมาเดี่ยวๆ

ไม่ได้มาพร้อมกับความต้องการประกาศตัวตน-ความคิด

ความต้องการสร้างพอร์ทงานเขียน

หรือความต้องการบวมๆที่สุดท้ายก็ทำให้ตัวเองอึดอัด

 

อะไรแบบนี้เรียกว่า back to basic ได้รึเปล่านะ?