นั่งเพลินมองวิวเขียวชอุ่มสองข้างทางได้ประมาณสี่สิบนาที
รถไฟก็นำฉันมาถึงสถานีซัปโปโร

เป้าหมายต่อไปที่ต้องไปก็คือ รถไฟใต้ดินสถานี Nakajima Koen Station  中島公園駅
เพื่อไปเก็บของที่โรงแรม Hotel Sho Sapporo (ホテル 翔 SAPPORO)
บิสิเนสโฮเตลสามดาว แหล่งกบดานในซัปโปโรที่ฉันเลือกไว้ 
(ออกทางออกที่ 1 เดินข้ามถนน โรงแรมจะอยู่ถัดจาก Lawson ไปไม่ไกล)


โรงแรมนี้มีดีที่ราคาไม่แพง สิ่งอำนวยความสะดวกครบ
แถมมีข้าวเช้า คือ ขนมปัง ไส้กรอก ไข่ดาว และเครื่องดื่ม
ช่วยให้ทุ่นค่าอาหารได้วันละหนึ่งมื้อ (ดีกว่าข้าวปั้นกับซุปมิโสะของToyoko inn มากๆ)
แถมอยู่ใกล้ย่านซูซูกิโนะ ย่านดาวทาวน์ของเมืองเพียงชั่วเดินเท้าถึง
ใครที่ตั้งใจจะยึดซัปโปโรเป็นฐานที่มั่น แล้วเที่ยวไปรอบๆ
ฉันก็ภูมิใจนำเสนอโรมแรมนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้พิจารณา

http://www.sho-susukino.com/eng/index.html

 

แม้ราคาห้องเดี่ยวทั่วไปจะตกที่ 3500 เยนต่อคืน
แต่ด้วยความอยากลองห้องพักที่ทางโรงแรมตกแต่งเป็นพิเศษ
ฉันจึงยอมกัดฟันจ่าย 3900 เยนต่อคืน ซึ่งหลังจากลองเข้าพักดูแล้ว
ก็รู้ได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างเท้าเข้าไปในห้อง ว่าตัดสินใจถูก
เพราะ ในห้องมีการตกแต่งที่น่ารัก น่าชัง
คาวาอี้จนแทบจะต้องลงไปดิ้นที่พื้น

สำหรับห้องพิเศษนี้ แบ่งเป็นห้องเดี่ยว หกห้อง หกแบบ
แต่มีข้อแม้คือ ให้เฉพาะผู้หญิงเช่าเท่านั้น


1 Oriental
ห้องโทนสีส้มน้ำตาล น่ารัก
กว้างกว่าอีกสองห้องที่นอน แถมมีเตียงเล็กๆให้ใช้เป็นพื้นที่แผ่กระเป๋าได้อย่างสบายใจ

 

 

 2 shabby

 

 

3 Black
ในรูปดูเท่ เคร่งขรึม ลึกลับน่าค้นหามาก
แต่พอลองไปนอนจริงๆแล้ว การที่ผนังห้องเป็นสีดำนั้น
ทำให้แม้จะเร่งไฟให้สุดห้องก็ยังมืดมาก o-O”
เป็นไปได้แนะนำให้ไปลองห้องอื่นค่ะ

 

 

 

4 Pink Oriental
น่ารักกรุบกริบในโทนสีโอรส นอนแล้วสบายใจ

 

 

 

5 Country

 

 

 

6 Flower

 

 

 

นอกจากนี้ห้องสำหรับครอบครัว หรือคู่รักสองห้องคือ Family , Garden

 

 

Family

 

 

Garden

 

ที่น่าแปลกใจคือ ข้อมูลห้องเหล่านี้
มีแค่ในเว็บไซต์ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น (หรือไม่ฉันก็หาไม่เจอเอง...แฮ่ๆ)
ใครที่อยากจองและลองไปนอนเหมือนฉัน
อาจจะต้องใช้วิทยายุทธท์กูเกิลแปลกันนิดหน่อยนะคะ

http://www.jalan.net/yad399496/plan/

 

ถ้าใครจะไปพักที่นี่หลายวัน
คุณสามารถขอเปลี่ยนห้องนอนทุกวันเหมือนฉันได้
(ได้นอนเตียงเรียบๆทุกวัน แถมไม่ตองเสียค่าเก็บเตียงด้วยนะ...ฮี่ๆ)
แค่ต้องขยันเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อยทุกเช้าก่อนออกจากห้อง
เจ้าหน้าที่ของโรงแรมจะบริการขนกระเป๋าเราไปที่ห้องใหม่ให้เอง

 

เมื่อเก็บของเรียบร้อย ก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา
ฉันจึงไขกุญแจออกจากห้อง ออกไปคลำทางหาอะไรกิน
โดยเป้าหมายทีฉันตั้งใจจะไปกินในครั้งนี้ก็คือ
ราเมนที่ร้านสักร้านใน “ตรอกราเมน” Sappro Ramen Yokocho(lane) ラーメン横丁
ตรอกเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่กลางย่านซูซูกิโนะ
ในตรอกนี้จะมีร้านราเมนเรียงตัวกันอยู่สองฟากฝั่ง
คอยหลอกล่อให้นักท่องเที่ยวหิวโซอย่างฉัน
หลงเข้าไปนั่งซดน้ำราเมนรสกลมกล่อมอย่างลืมตัว

http://www.ganso-yokocho.com/rekishi.html#english

 

 

ตามความเห็นฉัน ราเมนที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงฮอกไกโด
คือ มิโสะราเมน(ราเมนซุปมิโซะ) หรือ ชิโอะราเมน (ราเมนซูปเกลือ)
ส่วนจะชอบท็อปปิ้งแบบไหน กุ้ง หอยเชลล์ ขาปู หรือ หมูชาชูแผ่นยักษ์ๆ
ก็ต้องแล้วแต่งบประมาณและความชอบเลยค่ะ

 

ท้องอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาเดินสำรวจย่านซูซูกิโนะ
เพื่อหาเหตุผลว่าทำไมทัวร์ไทย
ชอบจับลูกทัวร์มาปล่อยให้ช็อปปิ้งที่นี่กันนัก
หลังจากเดินดูจนขาเริ่มปวดก็ถึงบางอ้อ
เพราะว่าในย่านนี้มีทั้งย่านร้านค้า ร้านอาหาร
ร้านไดโซะร้อยเยน(มาเป็นตึก) ไปจนถึงร้านปาจิงโกะ ฯลฯ
บรรยากาศเหมาะมากที่จะเป็นที่ๆมารับบรรยากาศคึกคักยามค่ำคืน

 

 

ระหว่างทางเดินกลับโรงแรม 
ก็เริ่มสังเกตได้ถึงชายหนุ่มญี่ปุ่นชุดสูท สูงโปร่ง หน้าตาดี หน้าผมเป๊ะ
ออกมายืนจับกลุ่ม และบางครั้งก็จะเข้าไปชวนสาวๆคุยบ้าง
อะไรที่คุณคิดอยู่...นั่นล่ะ...ใช่เลย !!!
หนุ่มๆพวกนี้เป็นหนุ่มโฮสนั่นเอง

แนะนำว่าถ้าโดนเข้ามาทัก
ให้ยิ้มแล้วเดินหนี อย่าหยุดเดินเพราะเค้าอาจคิดว่าเราสนใจ
หรือไม่ก็พูดภาษาอังกฤษแสดงตัวว่าเป็นกะเหรี่ยงไปเลย
แล้วเค้าจะล่าถอยไปเอง 

เดินเพลินๆสักพัก สองเท้าก็พาตัวฉันกลับถึงห้องพัก
พร้อมความรู้สึกเมื่อบขบแถวๆคอจากน้ำหนักกล้อง 
ฉันลืมไปแล้วว่าวันแรกในเกาะเหนือของฉัน 
จบลงในเวลาเท่าไร
จำได้แค่ว่า ทั้งที่เท้าและขาสองข้างปวดตุบๆ 
แต่วันนั้นฉันหลับไปด้วยความรู้สึกมีชีวิตชีวาที่สุดในชีวิต

 


ลากกระเป๋าออกจากห้อง ใจเต้นตึกตัก
อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะได้ใช้สายตาตัวเองสัมผัสกับสถานที่ที่ได้แต่มองผ่านหน้าจอคอมฯมานาน
ถึงสนามบินเช็คอินโหลดกระเป๋า เข้าเกท
แล้วก็ได้พบกับของเล่นน่าสนุก “เครื่องสแกนน้ำ” !!! O-O”
( ค้นเพิ่มได้ความว่ามันชื่อ Liquid checkerペットボトル液体検査機 )

การนั่งเครื่องบินในประเทศญี่ปุ่นนั้น
อนุญาติให้นำขวดน้ำดื่มติดตัวขึ้นเครื่องไปได้
โดยเค้าจะมีเครื่องแสกนน้ำ
ให้เราเอาขวดน้ำพลาสติกของเราไปวางเพื่อตรวจสอบ
ได้ไฟเขียวเราก็หยิบน้ำขึ้นไปกินในเกทได้แบบชิวๆ

อุณหภูมิของฮอกไกโดช่วงที่ไปนั้น
ดูจากหน้าจอตอนนั่งรอขึ้นเครื่องคือ สูงสุด 26 องศา ต่ำสุด 18 องศา
ทำให้รู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อยๆว่าวันแรกไม่เจอฝนแน่ๆ
ถึงเวลาก้าวเท้าขึ้นเครื่อง นั่งมองเมฆ เล่นซ่อนตาดำได้ไม่นาน
เครื่องบินก็มาถึง New Chitose Airport (新千歳空港 อ่านว่า ชินชิโทเสะ คูโค)

หลังจากไปรับกระเป๋าเตรียมเรียบร้อย
สิ่งที่ฉันแนะนำให้ทำคือ การเดินเข้าไปหาศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
เพื่อจองตั๋วรถไฟและรถบัสท่องเที่ยวแพคเกจแบบเหมาๆ
ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลายแบบ
หลายเส้นทางตามการวางแผนเที่ยวของเรา
แนะนำว่าให้ลองคำนวณค่าเดินทาง
โดยเลือกตั๋วแบบแพคเกจนี้ดู
ก่อนจะตัดสินใจซื้อ JR Rail pass แบบเหมารวมหลายๆวัน
เพราะ มันอาจจะถูกกว่าและทำให้เราเที่ยวได้
แบบไม่ต้องนั่งรถไฟให้เยอะที่สุดเพราะกลัวใช้ JR Rail pass ไม่คุ้ม
(ราคาตั๋วและเส้นทาง จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามแต่ละฤดูการท่องเที่ยว)

http://www2.jrhokkaido.co.jp/global/english/pticket/index.html

ตั๋วที่ฉันเลือกซื้อครั้งนี้คือ ตั๋วฟรีฟุราโนะ บิเอ ราคา 5400 เยน
ในชุดประกอบไปด้วย ตั๋วรถไฟสองใบ ใบแรกคือตั๋วขาไป
สำหรับเดินทางออกจากสถานีซัปโปโร
และอีกใบเป็นตั๋วขากลับที่ใช้เป็นตั๋วเดินทางในโซน Free area ด้วย
ซึ่ง Free area ก็คือ ใช้ตั๋วใบเดียวนั่งรถไฟกี่เที่ยวกี่ครั้งในโซนนี้ก็ได้
สิ่งต่อมาที่แนะนำให้ซื้อที่นี่คือ ตั๋ว Twinkle bus
ซึ่งคือรถบัสท่องเที่ยวที่จะพาเราไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
ที่เราไม่สามารถไปเองได้ด้วยการเดิน หรือนั่งรถไฟ
แต่ละคอร์สก็จะมีกำหนดเวลารถออก
เวลารวมของการทัวร์ และเส้นทางวิ่งที่แตกต่างกัน
ทำให้เราสามารถเลือกและปรับเปลี่ยนของเราตามความอยากไปสถานที่ต่างๆ

คอร์สที่เป็นตัวเลือกของฉันก็คือ
Twinkle Bus Furano กับ Twinkle Bus Biei Hill Country Course
ข้อควรระวังอย่างเดียวก็คือ บัสทัวร์บางคอร์ส
พอหมดช่วงลาเวนเดอร์บานก็จะถูกยกเลิก
และบางคอร์สอาจจะเต็มเร็วมาก
จึงควรซื้อตั้งแต่ลงเครื่องเลยเพื่อความปลอดภัย
(ตั๋วระบุวันที่ใช้และรอบรถเลย จองลอยไม่ได้ รายละเอียดเพิ่มเติมในลิ้งค์)

http://www2.jrhokkaido.co.jp/global/pdf/e/ml201105.pdf

เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่ในฮอกไกโดอยู่ห่างกันค่อนข้างมาก
การเที่ยวคนเดียวจึงไม่สามารถไปสถานที่ที่ได้รับความนิยมได้หมด
เลยอยากแนะนำเน้นๆเลยว่า
ถ้าคุณพร้อม(ขับรถเป็น มีเงินเช่ารถ มีใบขับขี่สากล)
แนะนำให้เช่ารถที่ติดเนวิเกเตอร์ขับ
เพราะนักท่องเที่ยวที่เดินย่ำต๊อกตลอดทริปอย่างฉันนั้น
เจอน้อยมากกก -_-"
ส่วนใหญ่ถ้าไม่มากับทัวร์ ก็จะมีรถขับ
หรือเป็นคู่รัก-กลุ่มเพื่อนที่หิ้วจักรยานมาเปิดทริปปั่นกันทั้งนั้น

จัดการเรื่องตั๋วในอนาคตเสร็จ
ก็มาถึงตั๋วปัจจุบันคือตั๋วรถไฟนั่งเข้าซัปโปโร
ที่คุณสามารถซื้อได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนี้เช่นกัน
(New Chitose Airport新千歳空港⇒Sapporo札幌 1040 เยน)


นอกจากนี้ ฉันแนะนำให้คุณเอาแผนการท่องเที่ยวของคุณทั้งหมดมากางให้เค้าดู
และให้ช่วยระบุเวลาของเที่ยวรถไฟ รถบัส หรือการคมนาคมใดๆ
ที่คุณต้องใช้ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย
เพราะไม่ว่าคุณจะเตรียมตัวมาดีอย่างไร
มันก็อาจมีรถบางสายที่เปลี่ยนเวลา
หรือมีอะไรในข้อมูลที่เราเตรียมมาที่ไม่อัพเดตที่สุด
แถมถ้าการเดินทางช่วงไหนของเราไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด
เจ้าหน้าที่เค้าก็พร้อมจะให้คำแนะนำ
และทางหนีทีไล่สำรองไว้กันตายให้เราได้

เหตุผลที่ฉันเน้นให้คุณเช็คตารางเวลาขึ้นรถทุกครั้ง
ให้แน่นอนตั้งแต่ก่อนออกจากสนามบิน
ก็เพราะหลังออกจากซัปโปโรเมืองหลักของฮอกไกโดแล้ว
คุณจะแทบไม่เจอผู้คนพลุกพล่านตามถนนหนทาง
ให้นั่งท่องเที่ยวมึนๆอย่างคุณรึฉัน
เข้าไปขอความช่วยเหลือหรือถามทางได้เลย (รถที่วิ่งผ่านก็น้อยนะคุณ)
ต่อให้เป็นเจ้าหน้าที่ตามสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ
ก็ให้คำแนะนำคุณได้เพียงงูๆปลาๆเท่านั้นจริงๆ(ลองมาแล้ว)
ความแม่นยำในเวลาการขึ้นรถจึงสำคัญมากในการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว
เพราะต่อให้ธรรมชาติที่ฮอกไกโดจะสวยสดจรุงใจขนาดไหน
ก็คงไม่มีใครอยากใกล้ชิดมันสองต่อสองทั้งคืน...ถูกไหม?

 

การไปเที่ยวคนเดียว พูดให้ใครฟังก็ดูเท่
เพราะให้ภาพลักษณ์การแบกกระเป๋าแบคแพคใบใหญ่บึ้ม
พร้อมรองเท้าผ้าใบสุดเซอร์ ได้มาดนักเดินทางแสนเชี่ยวแบบฝุดๆ

แต่ขอบอกว่าการไปเที่ยวครั้งนี้ของฉัน ไม่มีอะไรแบบนั้นเลยสักนิดเดียว!!!!
กระเป๋าเดินทางของฉัน เป็นแบบใหญ่บึ้ม (ต้องเผื่อเอาไว้ใส่ของฝากนะคะ อย่าลืม)
ซึ่งถึงจะต้องใช้แรงฮึดในการยกบ้างบางครั้ง แต่ถ้ามองหาดีๆ
สถานีรถไฟส่วนใหญ่ที่ฉันผ่าน มีลิฟต์ให้ฉันกับกระเป๋ายักษ์ของฉันใช้ได้
แถมล้อลากที่ก้นกระเป๋า ยังช่วยได้มากเวลาเดินหลงทางหาโรงแรม
ฉันไม่ได้บอกว่าคุณควรทำตาม
แค่อยากบอกว่า ถ้าคุณวางแผนดีๆ คุณสามารถเดินตัวปลิวเที่ยวเมืองได้ง่ายๆ

 มาต่อกันที่เรื่องของในกระเป๋า
ตามที่เคยบอกไปว่าฮอกไกโดหน้าหนาว หนาวมากกกก
นั่นแปลว่าถ้าคุณไปหน้าหนาว(กรณีเอาไปแต่ของจำเป็น) ต้องทำใจรัวๆ
ว่าสัมภาระส่วนใหญ่ของคุณอาจจะเป็นพวกเครื่องกันหนาวต่างๆ
ด้วยเหตุนี้ ฮอกไกโดครั้งแรกของฉันจึงเกิดขึ้นในหน้าร้อนของญี่ปุ่น (ช่วงเดือนสิงหาคม)
ของที่เอาไปก็เน้นเสื้อผ้าเบาๆ เนื้อบาง เหมือนที่ใส่ที่เมืองไทย
เครื่องกันหนาวเอาไปแค่เสื้อคลุมไม่หนามาก
แบบเหมือนกับที่เอาไว้กันหนาวในห้องแอร์บ้านเราก็เพียงพอ
ส่วนรองเท้า เน้นว่าถ้าคุณชอบเที่ยวแบบเดินสำรวจโลกแบบฉัน
ขอให้เลือกรองเท้าที่ใส่สบาย แต่อย่าถึงขนาดรองเท้าแตะ
ถ้าไม่ชอบผ้าใบ รองเท้ารัดส้นที่ทนทานใส่เดินได้ยาวๆก็ใช้ได้เหมือนกัน (ฉันใช้แบบนี้)

ปกติแล้วดอกลาเวนเดอร์จะบานช่วงกลางเดือนก.ค.-ต้นส.ค.(แล้วแต่อุณหภูมิของแต่ละปี)
และจะอวดโฉมส่งกลิ่นอยู่เพียงสัปดาห์กว่าๆเท่านั้น
หากคุณอยากจะไปดูทุ่งดอกลาเวนเดอร์จึงต้องทำใจไว้แต่เนิ่นๆ
ว่าจะไปพบกับนักท่องเที่ยว(และทัวร์ไทยมากมาย) ถ่ายรูปยังไงก็ติดคน
และที่สำคัญที่สุด ต้องบวกงบประมาณในการเที่ยวเพิ่มเข้าไปด้วย
เพราะถือเป็นช่วงไฮซีซันที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะแพงขึ้นกว่าปกติ
แต่ความที่เป็นไฮซีซัน ก็จะทำให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกพิเศษ
เช่นรถไฟที่ไปจอดใกล้ๆฟาร์มลาเวนเดอร์ หรือรถบัสนำเที่ยว (Twinkle Bus)
ที่มีรอบให้เลือกนั่ง ครบทุกรอบ และมีมาถี่ๆ (กรณีคุณจองทัน) 

นอกจากนี้คุณยังต้องเช็คช่วงเวลาให้ดี
เพราะในทุกๆปีช่วงเดือนสิงหาคมจะมีวันหยุดโอะบง (เชงเม้งของญี่ปุ่น)
ที่คนญี่ปุ่นนิยมกลับบ้านเกิด ส่งผลให้เที่ยวบินโลวคอสเต็มเร็วมาก
และยังทำให้สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่คนแน่นคล้ายช่วงสงกรานต์ของไทย
ด้วยปัจจัยทั้งหมดที่อธิบายมาข้างต้น บวกกับงบประมาณจำกัดจำเขี่ยของฉัน
ฉันจึงยอมตัดใจ ฉึกๆ ไม่ดูลาเวนเดอร์(แพง) หลบเทศกาลโอะบง(คนเยอะ)
เลือกไปเที่ยวในวันที่ 17-23 สค แทน
(7 วัน 6 คืน งบรวมค่ากินและช็อปปิ้งแล้วประมาณ 50000 บาท)

 หลอกให้อ่านมานาน เอนทรีหน้า ขึ้นเครื่องจริงๆ แล้วค่ะ อย่าลืมรัดเข็มขัดนะคะ J